Visakha 2013

พิมพ์

ควรคิดพิจารณา

images (3)

 

   ควรคิดพิจารณา

   เมื่อต้นปี  ๒๕๔๒  ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับแดนพุทธภูมิ  ณ  ประเทศอินเดีย.............

ควรคิดพิจารณา

            เมื่อต้นปี  ๒๕๔๒  ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับแดนพุทธภูมิ  ณ  ประเทศอินเดีย  เป็นเวลา ๖ วัน  ซึ่งได้เคยมีความตั้งใจไว้มานานแล้วว่า  ถ้ามีโอกาสในชีวิตนี้ก็จะไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานสักครั้งหนึ่ง  เพื่อจะได้เกิดธรรมสังเวชขึ้นบ้าง   โดยคิดไว้ว่าเมื่อได้ไปจะไม่จำเพาะเจาะจงว่า  จะไปสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง  ขอแต่เพียงว่าสถานที่นั้นต้องเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงเคยประทับอยู่ประจำ  (คันธกุฎี)  เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว  ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นพุทธานุสสติได้ทำปทักษิณา ๓ รอบ  นั่งสมาธิฝึกจิตภาวนา  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดในสมัยพุทธกาลก็ตาม  เพียงแต่ได้พบเห็นสถานที่จริงก็น่าจะภูมิใจแล้ว  ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

 

            เป็นเรื่องบังเอิญที่ได้พบกับคณะข้าราชการนายทหารผู้ใหญ่ได้มาทัวร์อเมริกา  และได้แวะมาเยี่ยมวัด  ซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวพุทธที่ดี  เมื่อพบวัดหรือพระสงฆ์ก็มักจะมานมัสการกราบไหว้  ขอศีลขอพร  เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง  ซึ่งคณะทัวร์ได้ทราบว่า  มีความตั้งใจว่าอยากจะไปประเทศอินเดีย  กอปรกับคณะทัวร์ชุดนี้ก็จะไปทอดผ้าป่าที่นั่นอยู่แล้ว  จึงได้นิมนต์ไปด้วย  เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกลับเมืองไทย  และอินเดียตลอดจนค่าที่พักและอาหารถวายทั้งหมด  โดยต้องไปรวมกันที่เมืองไทยแล้ว  ด้วยเดินทางไปอินเดียอีกต่อหนึ่ง  ที่กล่าวมานี้มิได้มีเจตนาที่จะพาท่านทั้งหลายไปทัวร์อินเดียหรอก  แต่อยากจะบอกความเป็นมาของเรื่อง  “ควรคิดพิจารณา”  ขณะที่นั่งรถทัวร์จากเมืองลักเนา  (Lucknow)  ไปสู่เมืองกุสินารา  ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพาน  ใช้เวลาเดินทางประมาณ  ๖  ชั่วโมง  ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในรถ  ผู้จัดการทัวร์จะเปิดเทปธรรมะให้พวกเราฟัง  เพราะว่าคณะทัวร์ส่วนมากเป็นผู้ปฏิบัติธรรม  บางท่านก็เรียนจบอภิธรรมแล้วบ้าง  บางท่านกำลังเรียนอยู่บ้าง

 

            การเดินทางในครั้งนั้น  ล้วนแต่ทำให้จิตเกิดเป็นกุศล  ไม่มีเรื่องอกุศลอื่น ๆ มาเจือปนเลยสมกับว่าพากันมาแสวงบุญในแดนพุทธภูมิจริง ๆ เลย  เป็นการเดินทางที่คุ้มค่ามาก  ขณะที่นั่งอยู่ในรถก็ฟังเทปพระอภิธรรม  ลงจากรถก็ได้สัมผัสกับสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา  เรื่องของเรื่องมันก็อยู่ตรงนี้  ในขณะที่นั่งอยู่ในรถนั้นได้ฟังพระอภิธรรม  ซึ่งเป็นเทปบรรยายโดยอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  “เรื่องแนวทางเจริญวิปัสสนา”  ที่กล่าวมานี้  เพื่อจะให้ท่านทั้งหลาย  ได้คิดพิจารณาดูว่า  อาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

 

            ใจความมีอยู่ว่า  “บุรุษผู้จมลงในกองอุจจาระ  แลเห็นหนองน้ำที่มีน้ำสะอาด  ที่ประดับด้วยดอกบัวต่าง ๆ ก็ควรจะแสวงหาหนองน้ำนั้น  ด้วยความคิดว่าเราควรจะไปแสวงหาหนองน้ำนั้น  โดยวิธีไหนหนอ  การไม่แสวงหาหนองน้ำนั้น  ไม่ใช่ความผิดชองหนองน้ำ  แต่เป็นความผิดของบุรุษผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว  ฉันใด  เมื่อหนองน้ำใหญ่นั้น  คือ  “อมตะธรรม”  ซึ่งเป็นเครื่องชำระมลทิน  คือ  กิเลสมีอยู่  การไม่แสวงหาหนองน้ำใหญ่  คือ อมตะธรรมนั้น  นั่นไม่ใช่เป็นความผิดของหนองน้ำใหญ่  คือ อมตะธรรมนั้น  แต่เป็นความผิดของบุรุษผู้นั้นผู้เดียว  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน”

 

            ผู้มีปัญญา  เห็นความน่ารังเกียจของอกุศล  เหมือนความน่ารังเกียจของอุจจาระ  และก็มีความรู้สึกว่ากำลังจมลงในกองอุจจาระด้วย  เพราะเหตุวันหนึ่ง ๆ มีกิเลสมาก  มีอกุศลมาก และถ้าเห็นกิเลสอกุศลเหมือนกองอุจจาระ  วันนี้จะจมลงไปเท่าไร  ในกองอุจจาระ  และก็มีหนองน้ำที่สามารถที่จะชำระมลทิน  คือ กิเลสด้วย  เพราะฉะนั้น  บุรุษผู้มีปัญญาทั้งหลายก็ควรหาทางที่ไปสู่หนองน้ำนั้น  สำหรับผู้ที่ต้องการจะพ้นจากการจมลงในกองอุจจาระ  ถ้าระลึกได้อย่างนี้บ่อย ๆ  และพิจารณาจริง ๆ ก็จะไม่ขาดจากการฟังพระธรรม  การพิจารณาพระธรรม  การที่จะระลึกรู้ลักษณะสภาวะธรรม  ที่กำลังจะปรากฎอยู่นั้น  แต่ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้ว  ก็ลองค่อย ๆ พิจารณาดูแล้วจะเห็นเอง