ควรคิดพิจารณา
ควรคิดพิจารณา
เมื่อต้นปี ๒๕๔๒ ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับแดนพุทธภูมิ ณ ประเทศอินเดีย.............
ควรคิดพิจารณา
เมื่อต้นปี ๒๕๔๒ ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับแดนพุทธภูมิ ณ ประเทศอินเดีย เป็นเวลา ๖ วัน ซึ่งได้เคยมีความตั้งใจไว้มานานแล้วว่า ถ้ามีโอกาสในชีวิตนี้ก็จะไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานสักครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้เกิดธรรมสังเวชขึ้นบ้าง โดยคิดไว้ว่าเมื่อได้ไปจะไม่จำเพาะเจาะจงว่า จะไปสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ขอแต่เพียงว่าสถานที่นั้นต้องเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงเคยประทับอยู่ประจำ (คันธกุฎี) เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นพุทธานุสสติได้ทำปทักษิณา ๓ รอบ นั่งสมาธิฝึกจิตภาวนา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดในสมัยพุทธกาลก็ตาม เพียงแต่ได้พบเห็นสถานที่จริงก็น่าจะภูมิใจแล้ว ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา
เป็นเรื่องบังเอิญที่ได้พบกับคณะข้าราชการนายทหารผู้ใหญ่ได้มาทัวร์อเมริกา และได้แวะมาเยี่ยมวัด ซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวพุทธที่ดี เมื่อพบวัดหรือพระสงฆ์ก็มักจะมานมัสการกราบไหว้ ขอศีลขอพร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ซึ่งคณะทัวร์ได้ทราบว่า มีความตั้งใจว่าอยากจะไปประเทศอินเดีย กอปรกับคณะทัวร์ชุดนี้ก็จะไปทอดผ้าป่าที่นั่นอยู่แล้ว จึงได้นิมนต์ไปด้วย เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกลับเมืองไทย และอินเดียตลอดจนค่าที่พักและอาหารถวายทั้งหมด โดยต้องไปรวมกันที่เมืองไทยแล้ว ด้วยเดินทางไปอินเดียอีกต่อหนึ่ง ที่กล่าวมานี้มิได้มีเจตนาที่จะพาท่านทั้งหลายไปทัวร์อินเดียหรอก แต่อยากจะบอกความเป็นมาของเรื่อง “ควรคิดพิจารณา” ขณะที่นั่งรถทัวร์จากเมืองลักเนา (Lucknow) ไปสู่เมืองกุสินารา ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพาน ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๖ ชั่วโมง ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในรถ ผู้จัดการทัวร์จะเปิดเทปธรรมะให้พวกเราฟัง เพราะว่าคณะทัวร์ส่วนมากเป็นผู้ปฏิบัติธรรม บางท่านก็เรียนจบอภิธรรมแล้วบ้าง บางท่านกำลังเรียนอยู่บ้าง
การเดินทางในครั้งนั้น ล้วนแต่ทำให้จิตเกิดเป็นกุศล ไม่มีเรื่องอกุศลอื่น ๆ มาเจือปนเลยสมกับว่าพากันมาแสวงบุญในแดนพุทธภูมิจริง ๆ เลย เป็นการเดินทางที่คุ้มค่ามาก ขณะที่นั่งอยู่ในรถก็ฟังเทปพระอภิธรรม ลงจากรถก็ได้สัมผัสกับสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เรื่องของเรื่องมันก็อยู่ตรงนี้ ในขณะที่นั่งอยู่ในรถนั้นได้ฟังพระอภิธรรม ซึ่งเป็นเทปบรรยายโดยอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ “เรื่องแนวทางเจริญวิปัสสนา” ที่กล่าวมานี้ เพื่อจะให้ท่านทั้งหลาย ได้คิดพิจารณาดูว่า อาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
ใจความมีอยู่ว่า “บุรุษผู้จมลงในกองอุจจาระ แลเห็นหนองน้ำที่มีน้ำสะอาด ที่ประดับด้วยดอกบัวต่าง ๆ ก็ควรจะแสวงหาหนองน้ำนั้น ด้วยความคิดว่าเราควรจะไปแสวงหาหนองน้ำนั้น โดยวิธีไหนหนอ การไม่แสวงหาหนองน้ำนั้น ไม่ใช่ความผิดชองหนองน้ำ แต่เป็นความผิดของบุรุษผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ฉันใด เมื่อหนองน้ำใหญ่นั้น คือ “อมตะธรรม” ซึ่งเป็นเครื่องชำระมลทิน คือ กิเลสมีอยู่ การไม่แสวงหาหนองน้ำใหญ่ คือ อมตะธรรมนั้น นั่นไม่ใช่เป็นความผิดของหนองน้ำใหญ่ คือ อมตะธรรมนั้น แต่เป็นความผิดของบุรุษผู้นั้นผู้เดียว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน”
ผู้มีปัญญา เห็นความน่ารังเกียจของอกุศล เหมือนความน่ารังเกียจของอุจจาระ และก็มีความรู้สึกว่ากำลังจมลงในกองอุจจาระด้วย เพราะเหตุวันหนึ่ง ๆ มีกิเลสมาก มีอกุศลมาก และถ้าเห็นกิเลสอกุศลเหมือนกองอุจจาระ วันนี้จะจมลงไปเท่าไร ในกองอุจจาระ และก็มีหนองน้ำที่สามารถที่จะชำระมลทิน คือ กิเลสด้วย เพราะฉะนั้น บุรุษผู้มีปัญญาทั้งหลายก็ควรหาทางที่ไปสู่หนองน้ำนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการจะพ้นจากการจมลงในกองอุจจาระ ถ้าระลึกได้อย่างนี้บ่อย ๆ และพิจารณาจริง ๆ ก็จะไม่ขาดจากการฟังพระธรรม การพิจารณาพระธรรม การที่จะระลึกรู้ลักษณะสภาวะธรรม ที่กำลังจะปรากฎอยู่นั้น แต่ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ก็ลองค่อย ๆ พิจารณาดูแล้วจะเห็นเอง



.jpg)