ใส่ร้ายพระ
.jpg)
เรื่อง ใส่ร้ายพระ
ใส่ร้ายพระ
เมื่อตอนที่ไปประเทศอินเดีย ได้มีโอกาสไปที่เมืองสาวัตถี วัดพระเชตวันมหาวิหาร ซึ่งเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า (คันธกุฎี) เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่า เขาเรียกว่าเมืองอะไร หัวหน้าไกด์ได้พาทัวร์ไปทั่วบริเวณวัดส่วนมาก จะมีแต่ก้อนอิฐ ที่สลักหักพัง แต่พอเป็นที่สังเกตว่าตรงบริเวณนั้น เป็นสถานที่อะไร ทำให้นึกถึงสมัย ที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ คงเป็นบริเวณที่มีความสวยสดงดงามน่าดู ไม่ผิด อะไรกันที่เราเห็นกรุงศรีอยุธยาในขณะนี้ ถ้าไม่ถูกเผาเสียก่อน
ขณะที่ไกด์พาไปที่บริเวณโรงธรรมสภา ซึ่งเป็นสถานที่พระพุทธเจ้า แสดงพระธรรมเทศนาแก่พุทธบริษัททั่วไป วัดพระเชตวันมหาวิหารแห่งนี้เป็นวัดที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษานานที่สุด ถึง 14 พรรษา จึงทำให้มีเรื่องเกิดขึ้นเกี่ยวกับ พระพุทธองค์มากมายในอดีต เช่นอย่างเรื่อง นางกิญจมาณวิกา สมัยที่พุทธศาสนา ยังเจริญรุ่งเรืองในชมพูทวีปได้เกิดมีลัทธิต่าง ๆ จนนับไม่ถ้วน
ส่วนมากจะเรียกว่า “เดียรถีย์” หมายถึง นักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาในอินเดียสมัยพุทธกาล เป็นเรื่องธรรมชาติในเมื่อประเทศใดก็ตามถ้ามีลัทธิหรือศาสนามาก ๆ มักจะมีความอิจฉา ริษยา หรือขัดแย้งกัน แบ่งเป็นนิกายต่าง ๆ ตามที่มีให้เห็นทั่ว ๆ ไป แม้แต่ประเทศอัฟกานิสถานยังระเบิดพระพุทธรูปยพระพุทธศาสนา เนื่องจากพระพุทธเจ้า ทรงมีพวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเลื่อมใส ศรัทธาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้พวกเดียรถีย์ต้องเสื่อมลาภและสักการะ จึงประชุมกัน คิดหาอุบายกันว่า ทำอย่างไรที่จะทำลายพระพุทธเจ้าได้
ในกรุงสาวัตถีมีนางปริพาชิกา (นักบวชหญิงในอินเดียนอกพระพุทธศาสนา) ชื่อนางกิญจมาณวิกา เธอมีรูปร่างสวยงาม มีความเลื่อมใสศรัทธาพวกเดียรถีย์มาก เธอยอมรับอาสาที่จะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง โดยมีการวางแผนเป็นอย่างดี และแล้วแผน “นารีพิฆาต” ก็เริ่มขึ้น นางพักอยู่ในวิหารของพวกเดียรถีย์ ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระเชตวันที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่
ตอนค่ำแต่งตัวทำทีถือดอกไม้ ธูป เทียน มุ่งหน้าสู่วัดพระเชตวัน เพื่อต้องการเดินสวน ทางกับชาวเมืองที่ไปฟังธรรมที่วัดพระเชตวัน เมื่อผู้คนถามว่า “เธอจะไปไหน” นางจะตอบว่า “ธุระอะไรของท่านที่จะต้องรู้ว่าเราจะไปไหนมาไหน” ตอนเช้าตรู่ทำทีว่าออกจากวัด ทำอยู่อย่างนี้ 1-2 เดือน
เมื่อมีคนถามว่า “เธอพักอยู่ที่ไหน” เธอมักจะตอบว่า “ฉันพักอยู่ในคันธกุฎีเดียวกับพระพุทธเจ้า” ทำให้ผู้คนเริ่ม สงสัยว่า “เรื่องจริงหรือไม่จริง” ล่วงไป 3-4 เดือน นางก็เอาห่อผ้ามาพันท้องทำเหมือนหญิงมีครรภ์ พอล่วงไป 8-9 เดือน นางก็เอาผ้าผูกไม้กลมไว้ที่หน้าท้องห่มผ้าทับข้างบน
ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งบนธรรมาสน์แสดงธรรมเทศนา ใน ตอนเย็น พอนางได้โอกาสในขณะที่ผู้คนนั่งฟังพระธรรมเทศนาอยู่ที่โรงธรรมสภาอยู่ นั้น นางก็เข้าไปท่ามกลางผู้คนยืนตรงพระพักตร์ของพระพุทธองค์ ชี้นิ้วกล่าวว่า “พระมหาสมณะรูปนี้ดีแต่แสดงธรรมสั่งสอนผู้อื่น แต่ไม่เคยเหลียวแลเรื่องลูกใน
ครรภ์เลยแม้แต่น้อย” เมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงตรัสว่า “น้องหญิง เรื่องที่เธอพูดวันนี้จริงหรือไม่จริง มีเราสองคนเท่านั้นที่จะรู้ได้” ขณะที่นางกำลังด่า พระพุทธองค์อยู่นั้น
เทพบุตรได้แปลงเป็นหนู กัดเชือกที่นางผูกท่อนไม้กลมไว้ ลมก็ พัดเวิกผ้าห่มขึ้น ท่อนไม้ก็ผลัดตกลงบนหลังเท้าของนางทั้ง 2 จนแตก เมื่อผู้คนเห็นดังนั้น จึงด่านางว่า “นางเสนียดจัญไรมาด่าพระพุทธเจ้า” จึงพากันถ่มน้ำลายลงบนศีรษะ บางคนก็ขว้างด้วยท่อนไม้และก้อนอิฐ จับนางฉุดกระชากลากออกจากวัด พระเชตวันไป พอนางเดินออกจากวัดระยะห่างไกลจนพ้นพระเนตร (ลับตา) นางกิญจมาณวิกาก็ถูกแผ่นดินสูบไปเกิดในนรกอเวจี
ท่านทั้งหลายเห็นโทษหรือยังว่า “การให้ร้ายป้ายสีบุคคลอื่น ก็มี โทษหนักอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นการ “ใส่ร้ายพระพุทธเจ้า” แม้แต่แผ่นดินใหญ่ยังรับไม่ได้ เขาเรียกว่า “คนหนักแผ่นดิน” การที่นางกิญจมาณวิกาถูกแผ่นดินสูบในครั้งนี้ ก็เนื่องมาจากความอิจฉาริษยาพระพุทธเจ้าของพวกเดียรถีย์นั่นเอง ถ้าจะเปรียบเทียบ พระพุทธเจ้ากับพวกเดียรถีย์นี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ติตฺถิยา สุริยุคฺคมเน ขชฺโชปนกสทิสา อเหสุ หตลาภสกฺการา” แปลว่า เหล่าเดียรถีย์ได้เป็นผู้เสื่อมลาภสักการะ ดังแสงหิ่งห้อยในเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น”


