
ปิดทางพระ บุคคลที่ก่อกรรมทำเวรต่อพระพุทธเจ้า หรือพระอรหัตนั้นบาปหนักที่สุด แม้แต่พื้นแผ่นดินนี้ก็รองรับไม่ไหว เขาเรียกว่า “คนหนักแผ่นดิน” (ธรณีสูบ) หรือบุคคลที่ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ มองเรื่องหลักธรรม คำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีแก่นสารอะไรเลย ไม่เชื่อว่าบาปบุญนั้นมีจริง มัวแต่หลงไหลในเรื่องของวัตถุมากจนเกินไป จนทำให้มืดบอดมองไม่เห็นว่าอะไร คือ บุญ อะไรคือบาป ใช้มิจฉาทิฎฐิมานะตัดสินเรื่องบุญบาป แม้แต่ศีล 5 ก็ไม่เคยนึกถึง พอถึงวิบากกรรมให้ผล ก่อให้เกิดความทุกข์ ก็วิ่งหาหมอดูสะเดาะเคราะห์แทบไม่ทัน ไม่รู้ว่าแก่นสารของชีวิตคืออะไร? ความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงไหน? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอวิชชาบังดวงตา ไม่มีหิริ ความละอายแก่ใจ โอตัปปะ...

ควรคิดพิจารณา เมื่อต้นปี ๒๕๔๒ ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับแดนพุทธภูมิ ณ ประเทศอินเดีย เป็นเวลา ๖ วัน ซึ่งได้เคยมีความตั้งใจไว้มานานแล้วว่า ถ้ามีโอกาสในชีวิตนี้ก็จะไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานสักครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้เกิดธรรมสังเวชขึ้นบ้าง โดยคิดไว้ว่าเมื่อได้ไปจะไม่จำเพาะเจาะจงว่า จะไปสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ขอแต่เพียงว่าสถานที่นั้นต้องเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงเคยประทับอยู่ประจำ (คันธกุฎี) เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นพุทธานุสสติได้ทำปทักษิณา ๓ รอบ นั่งสมาธิฝึกจิตภาวนา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดในสมัยพุทธกาลก็ตาม เพียงแต่ได้พบเห็นสถานที่จริงก็น่าจะภูมิใจแล้ว ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องบังเอิญที่ได้พบกับคณะข้าราชการนายทหารผู้ใหญ่ได้มาทัวร์อเมริกา และได้แวะมาเยี่ยมวัด ซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวพุทธที่ดี เมื่อพบวัดหรือพระสงฆ์ก็มักจะมานมัสการกราบไหว้ ขอศีลขอพร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง...
เรียนรู้สมาธิ ได้เห็นท่านสาธุชนที่มาไหว้พระ ทำวัตรเย็นและเจริญสมาธิภาวนาทุกวันอาทิตย์ที่วัด จึงอยากจะพูดถึงเรื่องของสมาธิบ้าง เพราะเรื่องอื่น ๆ ก็ได้พูดมานานแล้ว ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดความสงสัยว่า อะไรคือ “สมถะ” อะไรคือ “วิปัสสนา” จึงขอยกเอาหนังสือ “เรียนรู้สมาธิ” ของพระเดชพระคุณพระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตโต) ที่ท่านได้กล่าวไว้แบบง่าย ๆ น่าสนใจ เพื่อนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ขออนุญาตนำลงเฉพาะตอนที่สำคัญ ๆ เพราะมีเนื้อที่จำกัด มีดังนี้ หลักของสมาธิอยู่ที่ไหน การบำเพ็ญเพียรทางจิต การบำเพ็ญสมถะ การบำเพ็ญสมาธินั้น...

ด้วยแรงศรัทธา ถ้าพูดถึงเรื่อง “ศรัทธา” แล้วใคร ๆ ก็รู้ว่า หมายถึงอะไร ? ศรัทธานั้นได้แก่ “ความเชื่อถือ” “ความเลื่อมใส” ศรัทธาเป็นบ่อเกิดลัทธิและศาสนาต่าง ๆ ขึ้นมาในโลกมากมาย ดังที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ใครจะเลือกนับถือลัทธิหรือศาสนาใด ๆ ก็ได้ อยู่ที่ความพอใจของแต่ละบุคคล แม้แต่ในรัฐธรรมนูญยังเขียนไว้ว่า “บุคคลมีสิทธิที่เลือกนับถือศาสนาใดก็ได้” เพราะว่าจิตใจของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน นานาจิตตัง สรุปแล้วก็มาลงตัวอยู่ที่ศรัทธาตัวเดียว แต่หลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์สอนให้ใช้ศรัทธาควบคู่กับปัญญาด้วย ถ้าเรามีแต่ศรัทธาอย่างเดียว โดยไม่ใช้สติปัญญาพิจารณา...

การนินทา เรื่องของความพอดีของคนเรา นับเป็นไปได้ยากมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เพื่อให้ถูกใจของคนทั้งโลก แม้แต่พระอรหันต์ก็ทำไม่ได้ คำว่า “นินทา” แปลว่า การติเตียน ๆ หมายถึง ยกโทษขึ้นพูดบ้าง กล่าวร้ายบ้าง มีสุภาษิตโบราณท่านกล่าวไว้ว่า “ติเตียนทั้งโคลน” ได้แก่ ตำหนิสิ่งที่ยังทำไม่เสร็จ หรือยังไม่รู้ว่าอะไร เป็นอะไร ติพล่อย ๆ ไปเสียก่อน ที่จะรู้ว่า อะไรเป็นอะไร เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะมีแต่สมัยนี้เท่านั้น แม้แต่สมัยพุทธกาลก็มีเช่นกัน มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อว่า “อตุละ” เป็นคนกรุงสาวัตถี...

อย่าคบคนพาล คนเรานั้น ถ้าไม่มีอะไรเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิตแล้ว ชีวิตทุกชีวิตจะมีแต่ปัญหามากมาย ไม่รู้จักจบจักสิ้น เสมือนประเทศที่ไม่มีกฎหมาย ประชาชนก็จะอยู่ไม่เป็นสุข มีแต่โจรผู้ร้ายเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ฉะนั้นชีวิตทุกชีวิตต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด อาจจะผิดบ้างถูกบ้าง ดังนั้น ลัทธิและศาสนาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น เพราะว่ากฎหมายนั้น ห้ามได้เฉพาะทางกายและทางวาจาเท่านั้น แต่ด้านจิตใจนั้นต้องอาศัยศาสนาเข้าช่วย แต่ทางพระพุทธศาสนานั้น ถือจิตเป็นใหญ่ต้องประกอบด้วยศรัทธา ความเชื่อ และปัญญารอบรู้สัจจธรรมควบคู่กันไปเสมอ เพราะพระพุทธองค์สอนให้ทำจิตใจให้ผ่องใส เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ ครั้งนี้ ก็จะพูดถึงเรื่อง “มงคล...

คิดทำลายสงฆ์ เมื่อจะพูดถึง “อกุศลกรรม” ได้แก่ กรรมชั่ว ซึ่งมีมากมายดังที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ในที่นี้จะขอพูดเฉพาะกรรมชั่วที่หนักที่สุด แม้แต่แผ่นดินผืนนี้ก็ยังรองรับไม่ไหว ถ้าบุคคลใดกล้าก้าวล่วงประพฤติเข้า กรรมที่ว่านั้นได้แก่ “อนันตริยกรรม” คือ กรรมหนักที่สุดฝ่ายอกุศลกรรม ซึ่งให้ผลทันที (Immediately deeds; heinous crimes which bring immediate results) มีโทษหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตกนรกฝ่ายเดียว พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบบุคคลนั้นเสมือนว่า “ตาลยอดด้วน” คือ คนที่ไม่มีทางเจริญก้าวหน้าต่อไปอีกแล้ว ...

พัฒนาจิต อาจจะมีคำถามว่า “จิต” นั้นเป็นนามธรรมต้องมีการพัฒนาด้วยหรือ? เคยได้ยินแต่คำว่า พัฒนาประเทศชาติ บ้านเมือง พัฒนาบุคคลหลาย ๆ อย่าง คำว่า “พัฒนา” หมายถึง “ทำให้ดีขึ้น” “ทำให้เจริญขึ้น” ส่วน “จิต” หมายถึง สิ่งที่มีหน้าที่รู้ คิด และนึกหรือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ทำไมจิตของเราจะต้องพัฒนาด้วย ตามปกติแล้วจิตของเราทุกคน ย่อมไหลลงไปสู่ที่ต่ำเสมอ ตามอำนาจแรงดึงดูดของโลกียะ คือกิเลส คนเราทุกคนย่อมคิดชั่ว ทำชั่ว โดยไม่มีใครสั่งสอน ความดีงามต่าง...
ความอดทน คนที่ไม่มีความ “อดทน” มักทำอะไรไม่ค่อยจะสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าเราจะประกอบกิจการใด ๆ ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก เพราะว่าความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง (ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา) มนุษย์เกิดมาในโลกนี้ ล้วนมีแต่แบกเอาความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่การจะสร้าง “ความดี” ก็ตาม ย่อมมีอุปสรรคและปัญหาอยู่รอบด้าน เพราะว่ามนุษย์ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ย่อมมีวิถีชีวิตแตกต่างกันไป พระพุทธองค์ตรัสไว้ในเรื่องนี้ระหว่างคนมีศีล กับ คนทุศีลนั้น คนทุศีลมีมากกว่าคนมีศีล เพราะฉะนั้น เราจะทำอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความดีมากมายก่ายกอง ต้องใช้ความอดทน ถ้าไม่มีความอดทนแล้ว...

อย่าประมาท แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงเป็นพระประมุข แห่งคณะสงฆ์ไทย ยังทรงห่วงใย ยิ่งยามนี้ มีความวุ่นวาย เกิดขึ้นมากมายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จึงถึงกับตระหนก ตกใจ กันว่า พระพุทธศาสนา กำลังจะถูกรังแก จะให้จบสิ้นไปจากแผ่นดินพระพุทธศาสนา คือ แผ่นดินไทย สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานพระวรธรรมคติ อีกว่า ทุกวันนี้ เป็นที่น่าเสียใจยิ่งนักที่ “พระธรรม” คำสั่งสอน ในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกละเลยจนเกือบจะพากันไม่รู้จักศีลธรรม ไม่รู้จักธรรม เสียแล้ว โดยเฉพาะหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ...
การทอดกฐิน เป็นประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมค่ำเดือนสิบเอ็ด ไปจนถึงกลางเดือนสิบสอง คำว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การเย็บ ในสมัยโบราณเย็บผ้าต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อน แล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มีความชำนาญเหมื่อนสมัยปัจจุบันนี้ และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอ เหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน การทำจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้แต่จีวรอันมิใช่ผ้ากฐิน ถ้าภิกษุทำเอง ก็จัดเป็นงานเอิกเกริกทีเดียว เช่นตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหาน้ำดื่มเป็นต้น มาถวายพระภิกษุสงฆ์...
ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๑ ๑ วันออกพรรษา คือวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝนซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันมหาปวารณา" คำว่า"ปวารณา"แปลว่า...
ต ร ง กั บ วั น แ ร ม ๑ ค่ำ เ ดื อ น ๘ "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ...
ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๘ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี...
ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๖ ความหมาย คำว่า "วิสาขบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสาขปุรณมีบูชา " แปลว่า "...
ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๓ "มาฆะ" เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า"มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน...