Visakha 2013

เนื้อหา

พิมพ์

การพัฒนาจิต

เขียนโดย BK2009. Posted in ธรรมะใต้ถุนธรรมาสน์

images (2)

 

     เรื่องการพัฒนาจิต

    อาจจะมีคำถามว่า  “จิต”  นั้นเป็นนามธรรมต้องมีการพัฒนาด้วยหรือ?

 

 

พัฒนาจิต

            อาจจะมีคำถามว่า  “จิต”  นั้นเป็นนามธรรมต้องมีการพัฒนาด้วยหรือ?  เคยได้ยินแต่คำว่า พัฒนาประเทศชาติ บ้านเมือง พัฒนาบุคคลหลาย ๆ อย่าง  คำว่า “พัฒนา” หมายถึง “ทำให้ดีขึ้น”  “ทำให้เจริญขึ้น”  ส่วน “จิต”  หมายถึง สิ่งที่มีหน้าที่รู้ คิด และนึกหรือธรรมชาติที่รู้อารมณ์  ทำไมจิตของเราจะต้องพัฒนาด้วย  ตามปกติแล้วจิตของเราทุกคน  ย่อมไหลลงไปสู่ที่ต่ำเสมอ  ตามอำนาจแรงดึงดูดของโลกียะ คือกิเลส  คนเราทุกคนย่อมคิดชั่ว  ทำชั่ว  โดยไม่มีใครสั่งสอน  ความดีงามต่าง ๆ ที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนแทบตาย  ไม่มีใครอยากทำ  เพราะอะไร?  เพราะธรรมชาติของจิตเป็นเช่นนั้นเอง  เหมือนน้ำในแม่น้ำย่อมไหลไปสู่ที่ต่ำเสมอตามแรงดึงดูดของโลก  ไม่มีน้ำในที่ใดในโลกนี้ที่ไหลจากที่ต่ำไปสู่ที่สูงได้  น้ำนั้น ถ้าหาจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแล้ว  เราจะอาศัยประโยชน์จากน้ำนั้นได้น้อยมาก  น้ำที่เราได้ใช้ดื่มกินและอาบสะดวกสบายอยู่ทุกวันนี้  ก็เพราะล้วนแต่ได้รับการพัฒนามาแล้วทั้งนั้น  เช่น  น้ำร้อน  น้ำเย็น  เป็นต้น

           

            จิตของเราก็เช่นกัน  ที่ได้กล่าวมาแล้วว่า  จิตนั้นย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ  ถ้าหาปล่อยให้จิตเป็นไปเช่นนั้น  เราจะได้รับประโยชน์จากความนึกคิดน้อยมาก  ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาให้ดีขึ้น  เจริญขึ้น  ด้วยการทำทำนบกั้นจิตให้หยุดนิ่ง  ไม่ให้ไหลลงสู่ที่ต่ำเช่นน้ำ  แต่การทำทำนบกั้นจิตนั้นยากมาก  เพราะจิตเป็นนามธรรม  ไม่มีลักษณะรูปร่าง  ไม่มีตัว  ไม่มีตน  แต่ก็อยู่ในวิสัยที่กระทำได้  โดยต้องอาศัยความเพียร  ความอดทนอย่างสูงยิ่ง  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เราจะเอาอะไรมากั้นจิต  ตามหลักพุทธศาสนายังบอกไว้ว่า  ให้เอาตัวของเรานี้แหละมากั้นจิตให้หยุดนิ่งไม่ให้ไหลลงสู่ที่ต่ำนั้นได้แก่  “สิกขา”  (The Threefold Training)  คือ  ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา  คือฝึกหัดอบรมกาย  วาจา  จิตใจ  และปัญญา  ให้ยิ่งขึ้นจนบรรลุจุดหมายสูงสุด  คือ  พระนิพพาน มี ๓ อย่าง  คือ

 

      ๑. ศีล  (Morality)  คือ  ควรหัดปฏิบัติรักษามารยาท  กาย  วาจา  ให้เรียบร้อย  ปราศจากโทษ     สมควรแก่หมู่คณะ

      ๒. สมาธิ  (Concentration)  คือ  ควรหัดรักษาจิตให้อยู่ในอำนาจทำให้แน่แน่วควรแก่การงานในคราวต้องการ

      ๓. ปัญญา  (Wisdom)  คือ  ควรหัดให้ใช้ปัญญาให้รอบรู้สภาวธรรม  อันเป็นไปด้วยความเป็นเหตุและผลแห่งกันและกัน

           

         หลักธรรมทั้ง  ๓  ข้อนี้แหละ  เป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้ไหลลงไปสู่ที่ต่ำ  คือ ความชั่วได้  เป็นการศึกษาเรื่องของชีวิต  เพื่อจะปลดเปลื้องความทุกข์นานาประการออกจากชีวิต  เป็นการค้นหาความจริงว่า  ชีวิตมันคืออะไรกันแน่  ปกติ  เราปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามความเคยชินของมัน  ปีแล้วปีเล่า  มันมีแต่ความมืดบอด  เป็นทุกข์  เป็นเรื่องของการตีปัญหาซับซ้อนของชีวิต  เป็นการค้นหาความของชีวิตตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงกระทำมาแล้ว  คือการ “ตรัสรู้”  เราควรที่ฝึกหัดตามหลักธรรมเหล่านี้  เป็นการเริ่มต้น  เป็นการปลดเปลื้องในตัวเราไปให้พ้นจากความเป็นทาสของความเคยชินในตัวเรานั้น  ซึ่งหลักธรรมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของมีคุณค่าในชีวิต  แต่เรานำเอามาใช้น้อยมาก  ทั้ง ๆ ที่มันเป็นของมีคุณค่าแก่ชีวิตหาประมาณมิได้  ควรที่ระดมสติปัญญาในตัวเราที่มีอยู่ทั้งหมดนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  เพื่อจะได้พบกับความสุขแห่งสัจจธรรมที่แท้จริง  นี้แหละคือการพัฒนาจิตไปพร้อม ๆ กับการที่มีชีวิตอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

        หรืออยากจะมีชีวิตอยู่แบบนี้เรื่อย ๆ  ไปโดยที่ไม่พัฒนาจิตบ้างเลยหรือ?  แล้วเมื่อไรจึงจะพ้นทุกข์เสียที  “เศร้า”