langpit tub

เนื้อหา

พิมพ์

ชีวิตต้องสู้

เขียนโดย BK2009. Posted in ธรรมะใต้ถุนธรรมาสน์

    เรื่องชีวิตต้องสู้images (6)

    คนเราเมื่อเิกิดมามีชีวิตอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้

 

            

 

คนเราเมื่อเกิดมามีชีวิตอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้   ก็นับว่าโชคดีแล้ว  เรื่องบุญ เรื่องกุศลยังไม่ต้องพูดถึง  เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่า  “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”  และ  กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่าง ๆ กัน”  นับตั้งแต่จุดของการกำเนิดสัตว์โลกในยุคแรก ๆ  ตามที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายวิเคราะห์มาแล้วว่า   โลกของเราได้มีการวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ  นับเป็นเวลาล้าน ๆ ปี  สิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้ต้องปรับตัวให้เข้าสิ่งแวดล้อมให้ได้ มิเช่นนั้นก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้  เช่น ไดโนเสาร์ (Dinosaur) เป็นต้น นี้คือความเป็นมาของคำว่า  “ชีวิตต้องสู้ทุกชีวิตเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องดิ้นรนต่อสู้ต่ออุปสรรคต่าง ๆ นานัปการ เพื่อความอยู่รอดที่เขาเรียกว่า สัญชาตญาณ” (Instinct) คือความรู้ที่มีมาแต่กำเนิดของคนและสัตว์  ทำให้มีความรู้และกระทำได้เองโดยไม่ต้องมีใครสั่งสอน

 

            แต่การดำรงชีวิตนั้นต้องมีหลักยึดนั่นก็คือ ศาสนา”  ซึ่งศาสนาในโลกนี้ล้วนมีมากมาย  ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ด้วยความผาสุก ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ดังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วโดยพระองค์เอง ได้ทรงแสดงพระธรรมคือคำสั่งสอนมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ย่อลงได้แก่  “ศีล”  “สมาธิ”  “ปัญญา”  นั่นเอง  พระองค์ได้ทรงจาริกไปในที่ต่าง ๆ  เพื่อแสดงธรรมโปรดสัพพสัตว์ทั้งหลายทั่วชมพูทวีป  พระพุทธองค์ยังต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่ขัดขวางมากมาย

 

            อย่างเช่น พระเทวทัต   นึกอยากเป็นใหญ่ เข้าไปขอปกครองสงฆ์แทนพระพุทธองค์ แต่ถูกปฏิเสธ จึงได้ผูกใจเจ็บ วางแผนฆ่าจ้างนักยิงธนู และปล่อยช้างนาฬาคิรีชน ก็ไม่ได้ผลอย่างที่ตนหวังไว้ สุดท้ายจึงลงมือฆ่าเองโดยปีนขึ้นยอดภูเขาคิชฌกูฏ กลิ้งก้อนหินใหญ่ลงจากยอดเขา  เพื่อที่จะฆ่าพระพุทธองค์ให้ตาย  สะเก็ดก้อนหินทำให้พระโลหิตห้อที่นิ้วพระบาท   ในเมื่อฆ่าไม่ตายก็เปลี่ยนแผนใหม่ ยุแหย่สงฆ์ ๕๐๐ รูป ออกไปตั้งสำนักใหม่ วางหลักปกครองของตนเอง ต้องเดือดร้อนถึงพระสารีบุตรไปเทศน์และรับพระ ๕๐๐ รูป กลับคืนมาเฝ้าพระพระพุทธองค์ดังเดิม  ในที่สุดพระเทวทัตก็หมดสิ้นบริวาร  หมดทุกสิ่งทุกอย่าง เสียใจมาก ถึงกระอักเลือดป่วยอย่างหนัก  ก่อนสิ้นใจขอร้องให้คนหามไปขอขมาพระพุทธเจ้า แต่ก็ต้องถูกธรณีสูบเสียก่อน  เห็นโทษของกรรมชั่วหรือยังท่านทั้งหลาย  การให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

 

            ถ้าพูดถึงพระนักต่อสู้ ต้องยกนิ้วให้แก่ พระปุณณะเถระ ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าว่า       พระปุณณะเถระ เป็นชาว สุนาปรันตะ”  แต่มาบวชที่เมืองสาวัตถี  ครั้นบวชแล้ว ทำสมาธิภาวนาไม่ได้ผล เพราะไม่คุ้นเคยกับเมืองสาวัตถี  จึงทูลลาพระพุทธองค์ เพื่อไปรักษาศีลที่บ้านเกิดของตน  พระพุทธองค์ตรัสถามว่า  คนชาวสุนาปรันตะ ดุร้ายมาก  เธอจะทนไหวหรือ?”  พระปุณณเถระ ตอบว่าไหวพระเจ้าข้า

            เมื่อถูกถามว่า  ถ้าพวกนั้นเขาด่าเธอ  เธอจะทำอย่างไร?”  พระปุณณะเถระ ตอบว่า  คิดว่าเขาด่ายังดีกว่าเขาตบ  ต่อย  ด้วยมือพระเจ้าข้า

 

            เมื่อถูกถามว่า ถ้าเผื่อเขาตบ ต่อย เอาล่ะ”  พระปุณณะเถระ ตอบว่า ดีกว่าเขาเอาก้อนหินขว้างเอา

 

            เมื่อถูกถามว่า ถ้าเขาเอาก้อนหิน ก้อนดินขว้างเอาล่ะ”  พระปุณณะเถระ ตอบว่าดีกว่าเขาเอาไม้ตะพดตีเอา

 

            เมื่อถูกถามว่า  ถ้าเผื่อเขาตีด้วยไม้ตะพดล่ะ”  พระปุณณะเถระ ตอบว่า ดีกว่าเขาแทงหรือฟันด้วยหอก ด้วยดาบ

 

            เมื่อถูกถามว่า  ถ้าเผื่อเขาฆ่าเธอด้วยหอก ด้วยดาบล่ะ”  พระปุณณะเถระ  ตอบว่า ก็คนบางพวก  ที่คิดอยากตาย ก็ยังต้องเสียเวลา แสวงหาศัสตราวุธฆ่าตัวเอง แต่ข้าพระองค์โชคดีกว่าพวกนั้น ไม่ต้องเสียเวลาไปเที่ยวหาศัสตราวุธอย่างเขา

 

            เมื่อพระพุทธองค์ ได้ยินเช่นนั้น  จึงทรงอนุญาต  ให้ไปทำความเพียรที่สุนาปรันตะได้  และในที่สุดพระปุณณะเถระ  สำเร็จเป็นพระอรหันต์

 

            คนเรา ถ้ามองโลกในแง่ดี มันก็สบายใจไปอีกแบบหนึ่ง อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะคิดหรือทำเหมือนตนเองเคยทำหรือคิด  บางทีเรารู้หน้า แต่ไม่รู้ใจ  ต่อไปนี้  ถ้าถูกใครด่า  ก็นึกเสียว่า เขาให้พรเราก็แล้วกัน  สบายใจดี

 

            เนื่องในวัน วิสาขบูชา”  ต้องระลึกถึงคุณพระพุทธ คุณพระธรรม และคุณพระสงฆ์  ขณะที่เดินเวียนเทียน ขอให้ภาวนาว่า  ชีวิตคือการต่อสู้”  “ศัตรูคือยากำลัง”  และ  สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติธรรม” …. สาธุ