คิดทำลายสงฆ์
.jpg)
คิดทำลายสงฆ์
คิดทำลายสงฆ์
ท่านอาจจะเห็นว่าคอลัมน์ “หลวงตาพูด” หายไป ที่จริงไม่ได้หายไปไหนหรอก ? เนื่องจากมีภาระไปต่างรัฐจึงส่งต้นฉบับไม่ทัน ในระหว่างที่อยู่จำพรรษาปีนี้จะขอพูดถึงเรื่องหนัก ๆ หน่อย อาจจะมีประโยชน์กับท่านบ้างไม่มากก็น้อย เพราะว่าหลักธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนานั้นมีมากมายหลายประการเหลือเกิน ยากที่จะนำมาพูดในระยะอันสั้นนี้ได้
เมื่อจะพูดถึง “อกุศลกรรม” ได้แก่ กรรมชั่ว ซึ่งมีมากมายดังที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ในที่นี้จะขอพูดเฉพาะกรรมชั่วที่หนักที่สุด แม้แต่แผ่นดินผืนนี้ก็ยังรองรับไม่ไหว ถ้าบุคคลใดกล้าก้าวล่วงประพฤติเข้า กรรมที่ว่านั้นได้แก่ “อนันตริยกรรม” คือ กรรมหนักที่สุดฝ่ายอกุศลกรรม ซึ่งให้ผลทันที (Immediately deeds; heinous crimes which bring immediate results) มีโทษหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตกนรกฝ่ายเดียว พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบบุคคลนั้นเสมือนว่า “ตาลยอดด้วน” คือ คนที่ไม่มีทางเจริญก้าวหน้าต่อไปอีกแล้ว
ในสมัยพุทธกาล มีพระเถระรูปหนึ่งนามว่า “พระเทวทัต” เป็นลูกกษัตริย์วงศ์โกสิยะ อยู่กรุงเทวทหะ ได้ออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยลูกกษัตริย์อีก ๕ พระองค์ หลังจากบวชแล้วได้ไม่นาน พระภิกษุนอกนั้นได้บรรลุเป็นอรหันต์หมด เว้นแต่พระเทวทัตรูปเดียว ได้บรรลุแค่โลกิยะฌานเท่านั้น (บรรลุฤทธิ์ของปุถุชน)
ในกาลต่อมา เมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี ลาภสักการะเป็นอันมากเกิดขึ้นแด่พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกมากมาย ส่วนพระเทวทัตนั้นไม่มีใครสนใจเลย ลาภและสักการะก็ไม่มี ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เป็นลูกกษัตริย์เหมือนกัน ก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจบวกกับความโลภะและความอิจฉาริษยา แผนการอุบาทว์ก็เกิดขึ้นทันที โดยคิดที่จักบริหารภิกษุสงฆ์เอง วันหนึ่งได้เข้าไปถวายบังคมพระพุทธองค์ ซึ่งกำลังทรงแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมด้วยพระราชา ในพระเวฬุวันมหาวิหาร จึงกราบทูลว่า
“พระเจ้าข้า เวลานี้ พระผู้มีพระภาคทรงชราแก่เฒ่าแล้ว หม่อมฉันจักบริหารภิกษุสงฆ์เอง ขอพระองค์โปรดมอบภิกษุสงฆ์ประทานแก่หม่อมฉันเถิด” พระพุทธองค์ทรงห้ามแล้ว ก็เกิดความไม่พอใจ ได้ผูกอาฆาตนี้แล้วก็หลีกไป
เมื่อแผนกการนี้ไม่สำเร็จ ก็คิดวางแผนใหม่ โดยไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูราชกุมาร ซึ่งมีพระชนมายุยังน้อยอยู่ แล้วยุให้ฆ่าพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดา เพื่อจะได้เป็นพระราชา ส่วนพระเทวทัตก็พยายามที่จะฆ่าพระพุทธเจ้า เพื่อตนจะได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่สำเร็จอีก
พระเทวทัต เมื่อพยายามฆ่าพระพุทธเจ้าไม่สำเร็จ ก็ “คิดทำลายสงฆ์” พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “เทวทัต ได้ยินว่า เธอพยายามเพื่อทำลายสงฆ์จริงหรือ?”
พระเทวทัต ทูลว่า “จริง พระเจ้าข้า”
แม้พระพุทธองค์ทรงโอวาทด้วยพระพุทธพจน์ว่า “เทวทัต การทำลายสงฆ์มีโทษหนักมาก” แต่พระเทวทัต ก็ไม่ได้สนใจใยดีอะไร
ต่อมา พระเทวทัตได้พบพระอานนท์ ซึ่งกำลังเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ จึงกล่าวว่า “อานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้า จักไม่ทำอุโบสถ จักไม่ทำสังฆกรรมร่วมกับพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระสงฆ์” หลังจากนั้น พระเทวทัตพาภิกษุวัชชีบุตร ๕๐๐ รูป ผู้บวชใหม่ ยังไม่รู้จักพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าสั่งสอน ได้ทำลายสงฆ์โดยพาภิกษุเหล่านั้นไปสู่คยาสีสประเทศ
เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบดังนั้นแล้ว จึงส่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ได้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น แล้วนำภิกษุเหล่านั้นกลับมาวัดดังเดิม ฝ่ายพระเทวทัต เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้นำภิกษุกลับคืนหมดแล้ว เหลือแต่พระโกกาลิกอยู่รูปเดียว ด้วยความโกรธจึงเอาเข่ากระแทกที่ทรวงอกพระเทวทัต โลหิตอุ่น ๆ ได้พลุ่งออกจากปากพระเทวทัตในที่นั้นเอง แล้วพระเทวทัตเป็นไข้ถึง ๙ เดือน ใคร่ที่จะเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงบอกพวกสาวกของตนว่า “เราใคร่จะเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลาย จงพาเราไปพบพระพุทธเจ้าด้วยเถิด” เมื่อสาวกเหล่านั้นตอบว่า “ตอนที่ท่านยังมีร่างกายแข็งแรงอยู่ ได้ประพฤติจองเวรกับพระพุทธเจ้า พวกข้าพเจ้าจักไม่นำท่านไปพบพระพุทธเจ้า” จึงกล่าวอีกว่า “ท่านทั้งหลาย อย่าให้ข้าพเจ้าฉิบหายเลย ข้าพเจ้าทำอาฆาตต่อพระพุทธเจ้า แต่สำหรับพระพุทธเจ้าหามีความอาฆาตในตัวข้าพเจ้า แม้ประมาณเท่าปลายเส้นผม”
เมื่อพระเทวทัตอ้อนวอนบ่อย ๆ สาวกเหล่านั้น จึงพาพระเทวทัตนั้นไปด้วยเตียงน้อย พระพุทธองค์ ทรงทราบว่า พระเทวทัตจะมาเฝ้า จึงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ถึงแม้ว่า พระเทวทัตจะเข้ามาภายในบริเวณวัดพระเชตวัน ก็จักไม่ได้เห็นเราอยู่ดี” พวกสาวกนำพระเทวทัตมาแล้ว วางเตียงลงริมฝั่งสระน้ำโบกขรณีใกล้วัดพระเชตวันแล้ว ต่างก็ลงไปเพื่อจะอาบน้ำในสระโบกขรณี เมื่อพระเทวทัตลุกจากเตียงแล้วนั่งวางเท้าทั้ง ๒ ข้างบนพื้นดิน เท้าทั้ง ๒ ข้างนั้นจมลงสู่แผ่นดิน ในที่สุดพระเทวทัตก็ถูกธรณีสูบ
ท่านทั้งหลายเห็นหรือยังว่า พระเทวทัตได้รับผลของกรรมหนักถึงเพียงนี้ ก็เพราะว่า พระเทวทัตได้ทำอนันตริยกรรมข้อที่ ๕ ได้แก่ “สังฆเภท” คือ ยังสงฆ์ให้แตกกัน หรือทำลายสงฆ์ (Causing schism in the order) เรื่องก็มีแค่นี้แหละ
เมื่อถามว่า ขณะนี้ พระเทวทัตอยู่ไหน? พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า พระเทวทัตขณะนี้อยู่ที่อเวจีนรก ซึ่งเป็นขุมลึกที่สุด สำหรับลงอาชญาแก่สัตว์ที่มีบาปหนักที่สุด ถ้าใครอยากไปเยี่ยมท่านก็เชิญโดยไม่ต้องขอวีซ่า (Visa) ก็ไปได้เลย


